เป็นแม่ไม่ง่าย โดย...ขึ้นหนึ่งค่ำ ตอน คุณแม่วัยใส
“ถ้าเปลี่ยนอดีตได้เราคงอยากให้ตัวเองรออีกสักหน่อยให้มีความพร้อมมากขึ้น”
ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างเปิดกว้าง พ่อกับแม่เลี้ยงและดูแลเรามาเหมือนเป็นเพื่อนในช่วงวัยรุ่นเราสามารถคุยกับพ่อแม่ได้ทุกอย่างรวมถึงเรื่องการมีแฟนด้วย แม่เราสอนเรื่องของเพศศึกษาตั้งแต่เราอยู่ป.5 ป.6 สอนทุกอย่างสิ่งที่วัยรุ่นควรจะรู้ ตอนม.3 เรามีแฟนพ่อแม่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร ให้ชวนมากินข้าวชวนมาเที่ยวเล่นที่บ้านบ่อยๆ แล้วก็ดูแลแฟนเราเหมือนกับเป็นเพื่อนเราคนนึง
เรื่องเพศสัมพันธ์แม่เราสอนหมด ละเอียดยิบ วิธีการป้องกันการตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง ทั้งการใส่ถุงยางอนามัยการใช้ยาคุมและวิธีอื่นๆ แต่ก็ย้ำเสมอว่าแม่ไม่ได้สนับสนุน แต่ถ้าเป็นการตัดสินใจของลูกหรือเลี่ยงไม่ได้ก็ควรจะมีให้ปลอดภัยปลอดโรคและป้องกันการท้องเวลาไม่พร้อม
แฟนคบกันมา 2-3 ปีเวลาไปไหนด้วยกันก็มีอะไรกันบ้างตามปกติ เรื่องนี้พ่อแม่ทั้ง 2 บ้านก็รู้แล้วไม่มีใครว่าอะไร ผลการเรียนของเราก็ยังดีตามปกติ จนมาตอน ม. 5 เราเริ่มมีอาการแปลกๆ คือหน้ามืดเป็นลมบ่อยเหนื่อยมาก ง่วงนอนตลอดเวลา
เราไปคุยกับแม่แม่ก็คิดทำหน้าเครียดแล้วบอกว่ารอบเดือนมาปกติหรือเปล่า เรามานั่งนึกดูเราไม่ได้จดเอาไว้ แม่ออกไปซื้อที่ตรวจตั้งครรภ์มาให้ก็ปรากฏว่าขึ้น 2 ขีด ท้องจริงๆ ตอนนั้นที่พ่อแม่รู้ว่าเราท้องก็พากันอึ้งๆ

พ่อเราหงุดหงิดนิดหน่อยไม่ใช่เรื่องที่มีอะไรกับแฟนหรือท้องก่อนแต่ง แต่หงุดหงิดว่ายังเรียนไม่จบ ส่วนแม่เราก็สวดเรื่องที่ว่าสอนแล้วว่าคุมกำเนิดต้องทำยังไงบ้าง ตอนนั้นเราเริ่มอารมณ์แปรปรวนพ่อแม่พูดอย่างนี้ก็น้อยใจร้องไห้ออกมาเลย แม่ก็มาปลอบบอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็โทรไปทางผู้ชายแฟนเราบอกว่าเราท้องจะทำยังไงกันต่อ
ทางแฟนเราซึ่งเรียน ม. 5 เหมือนกันได้ยินแล้วเครียดมากก็ไปปรึกษา พ่อแม่ เขาก็ไม่ได้คำตอบอะไรที่แน่นอนเพราะแม่เขาบอกว่าอยากให้ลูกเขาเรียนให้จบก่อนแล้วค่อยคิด
ตอนนั้นหมอที่เราไปฝากท้องที่โรงพยาบาลบอกว่าเด็กในท้องอายุได้แล้ว 3 เดือนแล้วเป็นช่วงที่ใกล้จะสอบปลายภาค 1 พอดี แม่ก็พาเราเข้าไปที่โรงเรียนไปคุยกับครูขอดรอปเรียน 1 ปีซึ่งทางโรงเรียนก็เข้าใจ
บ้านเราคุยกันว่าอยากให้เราอุ้มท้องต่อไป ถ้าเราไม่สะดวกเลี้ยงลูกพ่อแม่ก็ยินดีจะช่วยเลี้ยงเพราะว่าทำงานอยู่ที่บ้านกันอยู่แล้ว เอาไว้หลังเราคลอดแล้วลูกหย่านมก็ค่อยไปเรียนต่อ ไม่อยากให้กดดันมาก ส่วนทางผู้ชายเขาจะว่ายังไงก็แล้วแต่เขา
เรารู้สึกโชคดีมากที่มีพ่อแม่เข้าใจและช่วยเหลือเข้าข้างเรา ในขณะที่เพื่อนๆที่โรงเรียนตอนนี้พอรู้ว่าเราท้องแรกๆก็ตื่นเต้นหัวเราะเล่นมุกอะไรกันสารพัด แต่พอท้องแก่ใกล้คลอดส่วนใหญ่ก็ตีตัวออกห่างไม่อยากยุ่งด้วย

บางคนบอกว่าที่โรงเรียนมีคนนินทาและพูดถึงเราในทางที่ไม่ดีเยอะ ใจแตกบ้าง อะไรบ้างโดยเฉพาะพวกคุณครู บางคนก็บอกว่าไม่พร้อมทำไมไม่ไปเอาออก แต่ตอนนั้นเราก็ไม่สนใจแล้ว เราอุ้มท้องจนคลอดแบบธรรมชาติ ลูกเราแข็งแรงดีเป็นผู้ชายหนัก 3200 กรัม น้ำนมเราก็ออกดีเลยให้ลูกได้กินนมแม่ด้วย
ทีแรกว่าอยากให้เราเข้าไปเรียนต่อเลยแต่ที่นี้มันเป็นเทอม 1 เราก็บอกแม่ว่าไปไหนก็ไหนๆแล้วไปรอเข้าเทอม 2 ม. 5 ต่อเลยดีกว่า เราจะได้อยู่เลี้ยงลูกอีก 6 เดือน พ่อแม่เราก็โอเค
เราก็ศึกษาดูวิธีเลี้ยงลูกจากอินเตอร์เน็ต จากหนังสือคู่มือที่พ่อแม่ซื้อมาให้ แล้วจากที่พ่อแม่คอยช่วยเหลือแนะนำโดยที่ทางพ่อแม่ฝ่ายผู้ชายก็ค่อยโทรมาถามเป็นระยะ ส่วนแฟนเราเหมือนถูกทั้งครอบครัวของเขากันไว้ไม่ให้มาเจอเรา เพราะอยากให้ลูกเรียนให้จบ เหมือนเขากลัวทำลูกเขาเรียนไม่จบ เราก็ไม่ได้ติดขัดอะไร
พอลูกได้ 6 เดือน ลูกกินนมชงได้ เริ่มกินอาหารบดได้แล้ว พ่อแม่เรารับปากจะเลี้ยงดูแลอยู่ที่บ้านและให้เรากลับมาเรียนต่อที่โรงเรียน พามาติดต่อที่โรงเรียนเดิม โรงเรียนก็ไม่ได้ติดขัดหรือมีปัญหาอะไรก็บอกว่าสามารถใช้ผลการเรียนของเราที่มีมาถึง ม. 5 เทอม 1 เข้าเรียนต่อ ม. 5 เทอม 2 ได้เลยเรากลับไปโรงเรียน
วันแรกรู้สึกเหมือนชีวิตมันเริ่มต้นใหม่หลายอย่างเหมือนโลกของเราแตกแยกออกเป็น 2 ใบ คือโลกที่เรามีครอบครัว มีลูก และมีบทบาทเป็นแม่ กับอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเรายังเป็นเด็กนักเรียนมัธยมในโรงเรียนและต้องมาเรียนต่ำชั้นกว่าเพื่อนๆ 1 ชั้น เราเจอคนแซะคนแซวคนนินทาเยอะมาก แต่ก็ทำใจไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
ตอนกลางวันเรียนหนังสือ ตอนเย็นกลางคืนกลับมาแล้วก็ช่วยพ่อแม่เลี้ยงลูก ลูกน่ารักมากพัฒนาการดีทุกอย่าง แม่เราก็รักหลานมาก มีบางวันเหมือนกันที่เรารู้สึกว่าเราทำอะไรผิดไปหรือเปล่าเพราะในขณะที่เพื่อนๆนัดซ้อมเชียร์กีฬาสีซ้อมกีฬาซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ หลังเลิกเรียนพากันไปกินไอติมเดินเที่ยวเล่นด้วยกันตามประสาวัยรุ่นเรากลับต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปดูแลลูก ถึงแม้การเลี้ยงลูกจะเป็นความสุขแต่เราก็ยังต้องการสังคมความเป็นเพื่อนของวัยรุ่นอยู่เหมือนกัน
เรื่องนี้ถึงแม้พ่อแม่เราจะเข้าใจแล้วบอกว่าให้เราไปใช้ชีวิตของเราได้เต็มที่ แต่เราก็สับสนเครียดและรู้สึกผิดต่อลูก เราเลยไม่ไปไหนเลย เลิกเรียนก็กลับบ้านมาหาลูกตลอด จนกระทั่งตอนนี้จบ ม. 6 แล้วลูกขวบครึ่งกำลังวิ่งกำลังเริ่มพูด เริ่มเรียกแม่ เรียกยาย แต่เรากลับต้องไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยที่สอบได้
เรานั่งร้องไห้นานมากเพราะเราไม่อยากทิ้งเขา เราปรึกษากับพ่อแม่ว่าอยากอยู่กับลูกเลี้ยงลูกที่บ้านแต่พ่อแม่บอกว่าอนาคตของเราเองก็สำคัญ ต่อไปถ้าเรียนยังไม่จบไม่มีวุฒิ เราจะเลือกเส้นทางการทำงานได้น้อยมาก ในอนาคตถ้าพ่อแม่ไม่อยู่แล้วเราควรจะเป็นแม่ที่พร้อมจะเลี้ยงและดูแลลูกต่อไป จึงอยากให้เราไปเรียนที่มหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องห่วงลูก

ตอนนี้ถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราจะไปเปลี่ยนอดีตไหม เพื่อที่ตอนนี้ชีวิตของเราจะได้เป็นอิสระไม่ต้องพะวักพะวงห่วงหน้าห่วงหลังแบบนี้ เราตอบตัวเองได้ว่าเราอยากเปลี่ยนนะ
แน่นอนเรารักลูกมากและอยากดูแลเขาให้ดีที่สุด แต่เราไม่ระวังตัว ทำให้เขามาตอนที่เรายังไม่พร้อมจะดูแลเขาเต็มที่ ถ้าเปลี่ยนอดีตได้เราคงอยากให้ตัวเองรออีกสักหน่อยให้มีความพร้อมมากขึ้นจะได้อยู่กับลูกไม่ต้องสร้างภาระให้กับพ่อแม่มากขนาดนี้ แต่ถามว่าอายไหม เราไม่อายนะ ลูกเราคนนี้อาจจะมาเร็วผิดแผนไปหน่อย แต่เขาก็มาจากความรักที่เรากับแฟนมีให้กัน
ตอนนี้เรากับแฟนก็ยังคบกันอยู่ แม้จะแยกกันเรียนคนละที่ อนาคตจะเป็นยังไงก็เรื่องของอนาคต ส่วนเราก็จะรีบเรียนให้จบตามที่พ่อแม่และตัวเองคาดหวังวางแผนเอาไว้ จะได้รีบหางานทำเพื่อดูแลลูกค่ะ #
ที่มา : คุณแม่ท่านหนึ่ง
ภาพ : pixabay
"เข้าใจแล้ว" - Google News
September 05, 2020 at 06:58AM
https://ift.tt/321peoM
เป็นแม่ไม่ง่าย - คุณแม่วัยใส - ข่าวสด
"เข้าใจแล้ว" - Google News
https://ift.tt/2KELImk
Mesir News Info
Israel News info
Taiwan News Info
Vietnam News and Info
Japan News and Info Update
https://ift.tt/2LbDDWd
Bagikan Berita Ini
0 Response to "เป็นแม่ไม่ง่าย - คุณแม่วัยใส - ข่าวสด"
Post a Comment